ความฝันสูงสุดของการย์ลงทุนธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในบ้านที่คนส่วนใหญ่อยากเห็นกันก็คือการขายบ้านให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้โดยได้ราคาดีพร้อมๆ กันไปด้วย  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าบ้านหลังนั้นๆ เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อมากน้อยแค่ไหน บ้านหลังใดยิ่งมีผู้อยากซื้อมาก หรือเป็นบ้านที่ภาษาตลาดเรียกว่า “Hot” ก็จะส่งผลให้บ้านหลังนั้นมีโอกาสขายได้เร็วและได้ราคามากขึ้นเพียงนั้น บางครั้งอาจขายได้สูงกว่าราคาที่อยากขายเสียด้วยซ้ำ  ในแง่ของการลงทุนแล้วมีเทคนิคที่อาจนำมาใช้ทำให้บ้าน Hot ขึ้นได้ ทั้งนี้กูรูแนวหน้าของโลกแนะนำไว้ว่าสามารถทำได้โดยอาศัยเคล็ดลับ 6 ประการดังนี้

              1. ต้องตั้งราคาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้เหมาะสม ราคาถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ที่จะดึงดูดให้คนสนใจเข้ามาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ปกติในการขายบ้านใครๆ ก็ล้วนอยากขายบ้านให้ได้ราคาสูงๆ ด้วยกันทั้งนั้น แต่หากตั้งราคาสูงเกินไปก็จะกลายเป็นกำแพงกั้นผู้ซื้อให้หนีหาย ไม่เข้ามาเจรจาต่อรองไปโดยปริยาย เพราะราคาที่ตั้งไว้ส่อเจตนาให้เห็นว่าผู้ขายไม่มีแรงจูงใจในการขายบ้านแต่อย่างใด จึงทำให้ไม่มีใครอยากจะเข้ามาเจรจาต่อรองด้วยการตั้งราคซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จึงต้องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับตลาดด้วย ซึ่งจะทำให้โอกาสที่ลูกค้าจะให้ความสนใจติดต่อเข้ามามีมากขึ้น ให้พึงระลึกไว้เสมอว่าเป้าหมายในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ก็คือการดึงดูดให้ลูกค้าสนใจติดต่อเข้ามาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยิ่งมากเท่าไหร่โอกาสที่จะขายได้ราคาดีๆ ก็มีมากเท่านั้น   อย่างไรก็ดีในหลายๆ กรณีแม้ตั้งราคาโดยอิงจากมูลค่าที่ควรจะเป็นหรือราคาตลาดแล้ว ก็อาจยังไม่สามารถเรียกความสนใจจากลูกค้าได้ วิธีแก้ทางหนึ่งก็คือการจูงใจผู้ซื้อโดยตั้งราคาขายให้ต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย เพื่อจูงใจให้มีลูกค้าหลายๆ รายมาสู้ราคากัน

             2. ซ่อมแซมและตกแต่งบ้าน  ก่อนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  การซ่อมแซมและตกแต่ง มักเป็นเรื่องที่หลายคนมักมองข้ามกันอยู่เสมอ ให้ลองวาดมโนภาพดูว่าถ้ากำลังเลือกซื้อเสื้อผ้าในร้านแห่งหนึ่งอยู่ แต่พอหยิบขึ้นมาดูกลับพบว่าเสื้อผ้านั้นมีรอยเปื้อนและรอยด่างเราเองคงไม่ซื้อเสื้อผ้าชุดนี้เป็นแน่แต่จะเปลี่ยนไปซื้อที่ร้านอื่นแทน ซึ่งเสื้อผ้าที่มีตำหนินี้หากร้านต้องการขายจริงๆ ก็ต้องลดราคาลงครึ่งหนึ่งหรือต่ำกว่านั้น เพื่อจูงใจให้คนอยากซื้อกัน การขายบ้านก็มีลักษณะไม่แตกต่างจากการขายเสื้อผ้าแต่อย่างใดบ้านที่มีตำหนิ เช่น สีลอกหรือถลอกมีรอยแตกร้าวที่ผนังหรือพื้น พรมเปื้อนหรือมีรอยด่าง ฯลฯ ก็จะส่งผลให้ลูกค้าดีๆ หนีหายไปได้เช่นกัน จะเหลือก็แต่เฉพาะลูกค้าประเภทเขี้ยวลากดิน ที่ต่อรองซื้อในราคาต่ำเรี่ยพื้นจนทำให้ต้องรู้สึกหงุดหงิด  ดังนั้นการซ่อมแซมและตกแต่งบ้านให้กลับมาดูมีสภาพใหม่หรือเป็นปกติ ยิ่งทำแล้วกลับมาดูดีเหมือนบ้านใหม่มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสที่ลูกค้าจะสนใจเข้ามาซื้อมากเท่านั้น

               3. ทำตลาดให้คนรับรู้ คนทั่วไปมักคิดว่าขอเพียงให้บ้านดีและน่าสนใจเท่านั้น คนก็จะรับรู้และเข้ามาซื้อบ้านกันเอง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมหันด์ เพราะในแต่ละช่วงเวลามีบ้านประกาศขายอยู่มากมายนับพันหมื่นหลัง ทำให้ยากมากที่ผู้ซื้อจะทราบหรือรับรู้ได้ว่ามีบ้านหลังหนึ่งหลังใดประกาศขายอยู่   การขายบ้านจะเกิดขึ้นได้หรือไม่จึงขึ้นอยู่กับว่าจะต้องหาทางทำให้ลูกค้าทราบให้ได้ว่า มีบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่น่าสนใจหลังหนึ่งขายอยู่ในตลาดด้วย ถ้าไม่ทำอะไรเลย มัวรอพรหมลิขิตหรือรอให้ลูกค้าผ่านมาเจอด้วยตัวเองคงต้องอาศัยระยะเวลาเป็นปีๆ  วิธีทำตลาดซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้ผู้ซื้อรับทราบหรือรับรู้สามารถทำได้หลายวิธี ที่ง่ายที่สุดก็คือฝากขายบ้านกับนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงและผลงานเป็นที่ยอมรับ เพื่อให้แน่ใจว่าบ้านของเราจะถูกนำไปโฆษณาในนิตยาสารหรือในอินเตอร์เน็ต วิธีนี้แม้ทำได้ง่ายแต่ก็มีข้อเสียตรงที่เวลาขายได้ต้องเสียค่านายหน้า  อีกวิธีหนึ่งก็คือการโฆษณาขายบ้านด้วยตัวเอง ซึ่งอาจลงโฆษณาฟรีหรือเสียเงินก็ได้ ทั้งตามหน้านิตยสาร ในอินเตอร์เน็ต วิทยุหรือทีวีในท้องถิ่น เคล็ดลับก็คือต้องพยายามทำให้แพร่หลายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
และวิธีสุดท้ายซึ่งเป็นวิธีพื้นๆ ที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด ก็คือบอกข่าวการขายบ้านให้แก่คนใกล้ชิด เช่น นายหน้า เพื่อน สมาชิกในชมรม หรือสมาคมต่างๆ หรือทุกคนที่รู้จักเพื่อบอกข่าวกันต่อๆ ไป วิธีบอกข่าวปากต่อปากนี้แม้เป็นวิธีแบบชาวบ้านๆ แต่ก็ถือเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีไม่แพ้วิธีอื่นเลยที่เดียว

                4. ต้องเป็นนักเจรจาต่อรองตัวยง การจะขายบ้านให้ได้ราคาดีมากน้อยเพียงใดนั้น อีกด้านหนึ่งยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเจรจาต่อรอง และความสามารถในการจูงใจให้ผู้ซื้อเชื่อในสิ่งที่นำเสนอด้วย ปัญหาที่พบกันก็คือบ่อยครั้งผู้ขายบ้านมักตกเป็นเบี้ยล่างหรือเป็นฝ่ายตั้งรับให้กับผู้ซื้อ ด้วยความที่อยากจะขายบ้านให้ได้เร็วๆ ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อผู้ขายแต่อย่างใด เพราะสถานการณ์เช่นนี้มักจบลงด้วยราคาเสนอซื้อที่ต่ำมาก หรือถูกลูกค้าขู่ว่าจะไม่ซื้อ  วิธีรับมือกับลูกค้าที่ควรทำ ก็คือการจัดเตรียมข้อมูลการขายเปรียบเทียบกับบ้านหลังอื่นๆ ไว้ในมือให้พร้อม เพื่อชี้ให้ลูกค้าเห็นว่าราคาที่ตั้งขายเป็นราคาที่สมเหตุสมผล เช่น ชี้ให้ลูกค้าหรือคนมาดูบ้านรับทราบว่าบ้านหลังนี้กำลังมีผู้ซื้อรายอื่นสนใจอยู่ด้วย (ในกรณีถ้ามีจริง) หรือแสดงให้ลูกค้าเห็นสิ่งที่ปรับปรุงลงไปในบ้าน รวมถึงชี้ให้ลูกค้าเห็นข้อดีหรือจุดเด่นของบ้านหลังนี้ในเรื่องต่างๆ เช่น มีเพื่อนบ้านดี อยู่ใกล้โรงเรียนที่ดี เพื่อให้ลูกค้าอยากซื้อบ้านในราคาสูงขึ้งและอยากเป็นเจ้าของเร็วๆ

                 5. ทำให้คนเชื่อว่าบ้านที่ขายเป็นบ้านที่ Hot ใครๆ ก็อยากได้ สิ่งสำคัญที่สุดเวลาขาบบ้านก็คือทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับการขาบบ้านทุกคน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า นายหน้า ผู้ประเมินและนายแบงก์เชื่อให้ได้ว่าบ้านที่เราประกาศขายนี้เป็นบ้านที่ Hot มาก ใครๆ ก็อยากได้ เป็นบ้านที่จะขายได้เร็วและได้ราคาด้วยแนวทางอาจทำได้มากมายหลายวิธีด้วยกัน เช่น อ้างอิงสถิติหรือข้อมูลการขายในช่วงที่ผ่านมาโดยอาจอ้างถึงบ้านแบบเดียวกันที่เพิ่งขายไปเมื่ออาทิตย์ก่อนซึ่งขายไปในราคาแพงกว่า ทั้งๆ ที่บ้านที่เพิ่งขายนี้เป็นบ้านที่มีทำเลที่ดีกว่า หรืออาจเป็นเพราะผู้ซื้อไม่ทราบภาวะตลาดจึงซื้อในราคาแพงจนเกินไป
หรืออาจอ้างอิงจากมูลค่าการปรับปรุงบ้านที่ไม่ได้รวมเข้ามาในราคาขายบ้าน หรืออ้างอิงชักจูงให้เห็นว่าบ้านที่ประกาศขายเป็นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมหาไม่ได้อีกแล้ว หรือเป็นบ้านที่ใช้เงินดาวน์น้อยกว่าบ้านหลังอื่น   การทำให้คนเชื่อโดยอาศัยการอ้างอิงจุดขายเปรียบเทียบดังกล่าวข้างต้น เป็นการประยุกต์ใช้หลักจิตวิทยาเข้ามาช่วยในการขาย ภายใต้หลักการก็คือพยายามหาจุดเด่นเปรียบเทียบมากล่าวอ้างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งหาออกมาได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น  หลายคนอาจไม่เชื่อว่าสิ่งนี้เป็นกุญแจดอกสำคัญประเภทชี้เป็นชี้ตายให้กับการขายบ้านเลยที่เดียวเพราะหากสามารถโน้มน้าวให้คนเชื่อว่าบ้านที่ประกาศขายเป็นบ้านที่ Hotได้แล้ว บ้านแม้ตั้งราคาสูงก็ยังขายได้อยู่ดี แต่ในทางตรงข้ามหากคนส่วนใหญ่รู้สึกว่าบ้านไม่ Hot ต่อให้บ้านหลังนั้นตั้งราคาขายบ้านต่ำมากเพียงใดยังไงคนก็จะไม่สนใจซึ่งจะส่งผลให้บ้านหลังนั้นค้างเติ่งประกาศขายอย่างไรก็ขายไม่ได้สักที

                6. สร้างสถานการณ์ให้เกิดการประมูลหรือเกิดการแข่งขันการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ขึ้น หากพบว่าบ้านที่ขายเป็นที่สนใจของผู้ซื้อจำนวนมากควรจัดแจงให้เกิดการประมูลขึ้น ซึ่งการขายโดยการประมูลนี้จะช่วยให้การขายบ้านได้ราคาดีที่สุดได้    อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติแล้วการขายบ้านโดยทั่วไปมักไม่อยู่วิสัยขายโดยประมูลได้ แต่ก็อาจใช้วิธีสร้างสถานการณ์ให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ซื้อขึ้นได้   ทั้งนี้ในช่วงการประกาศขายบ้านเมื่อมีคนติดต่อมาขอดูบ้านอาจใช้วิธีนัดแนะให้ลูกค้าหลายๆ รายมาดูบ้านในเวลาเดียวกัน เช่นลูกค้าที่โทรติดต่อมาในช่วงวันจันทร์ถึงวันเสาร์ แต่นัดเปิดบ้านให้ดูในวันอาทิตย์ตอนบ่ายโมงเท่านั้น ซึ่งเป็นการจัดแจงให้ลูกค้าเข้ามาพบเจอกัน ยิ่งลูกค้าพบกันมากเท่าไหร่โอกาสที่จะเกิดการแข่งขันก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้โอกาสที่จะขายบ้านได้เร็วและได้ราคามีความเป็นไปได้มากขึ้นเพียงนั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก homed4u.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com



ถาม ธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นธุรกิจที่ทำแล้ว รวยเร็ว จริงไหม?
ตอบ ขึ้นอยู่กับจังหวะ โอกาส ความรู้ ความสามารถ ของแต่ละคน
ถาม อยากลงทุนทำธุรกิจ ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  ฝากขายบ้าน และที่ดิน บ้าง เริ่มอย่างไร?
ตอบ ต้องมีความรู้ขั้นพื้นฐาน เกี่ยวกับ กฎหมายตัวแทนนายหน้าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  และ ศึกษาข้อมูล จากเว็ปไซต์ ต่างๆ เบื้องต้นก่อน
ถาม ไปอบรมหลักสูตรการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  การเป็นตัวแทน นายหน้าแล้ว ความรู้ แน่นปึ๊ก ทำได้ไหม?
ตอบ ทฤษฎี กับ การปฎิบัติจริง ไม่เหมือนกัน นะ จะบอกให้...อบรมจริง จากหลายๆ สถาบัน ซึ่งปัจจุบัน มีเยอะมาก จะพูด ตรงกันว่า คนที่ ประสบความสำเร็จจริงๆ  มี เพียง 5 % อีก 95 % ล้มเหลว เพราะอะไร?....
ก็มีเหตุผล ต่างๆ นานา แต่ ขอสรุปเบื้องต้น ง่าย ง่าย คือ คุณมีค่าใช้จ่าย แน่นอน เช่น ค่าเช่าสถานที่,ค่าพนักงานดูแลเว็ปไซต์,ค่าโทรศัพท์.ค่าน้ำมันรถ,เพราะทำการตลาดฟรี! ในแต่ละเดือน รายจ่ายต่อเดือนเบาๆ ก็ 2-3 หมื่น แต่รายรับ ไม่แน่นอน ส่วนใหญ่ 95 % ถึงหงายท้องกันไปตามระเบียบ ทนรับสภาพ รายจ่ายไม่ไหว ?
ถาม รู้ว่า การ ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  เป็นเรื่องยาก แต่อยากทำมากๆ เป็นแค่เซลล์ ของบริษัทฯ เพื่อลด ค่าใช้จ่าย ได้ไหม?
ตอบ โปรดพึงระลึก เสมอว่า จะลงมือทำ อะไร? ก็แล้วแต่ ไม่ง่ายดังที่ คิด และไม่ยาก สำหรับความตั้งใจ
ถาม พอจะแนะนำเกี่ยวกับ ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  ได้ไหม?
ตอบ ปัจจุบัน มีสถาบันที่เปิดคอร์ส อบรมเกี่ยวกับ นายหน้า อสังหาริมทรัพย์ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  เป็นจำนวน มาก มี ทั้ง ของแท้ และของเทียม ผสมกันไป
ก็สนับสนุน ให้เข้าอบรมก่อน...เอาแค่เบื้องต้น ยอมเสียค่า อบรมเบื้องต้น ก่อน หลักสูตร สั้น กะทัดรัด พอ
ถาม แล้วจะรู้ได้ไง สถาบันไหน ของแท้ หรือ ของเทียม
ตอบ ดูว่า อบรมเกี่ยวกับหลักสูตรการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ อะไร? เราเป็นรุ่นที่เท่าไหร่? รุ่นก่อนเรามีกี่รุ่น เช่น เรารุ่นที่ 20 แล้วถามไปเลย รุ่นที่ 1-19  พอจะมีเบอร์ติดต่อไหม? ยังทำมาหากินอยู่ไหม? แล้วที่คุยนักคุยหนา ว่ามาตรฐานนั้น ดูว่า มีบุคลากรที่ ผ่านการอบรมไปจำนวนเท่าใด? ประสบความสำเร็จ มากน้อยเพียงใด ( ถามขนาดนี้ เชื่อเถิด คุณได้บริษัท ที่ของแท้แน่นอน ) 
เซ็คข้อมูล ผ่านเว็ปไซต์ ได้เลย...เพราะบางที่ เมื่อ บุคลากรจบไปแล้ว ก็ปล่อยให้ไปผจญชะตากรรมกันเอง โดยไม่รับผิดชอบอะไร?ต้องถามให้ละเอียด จะได้มั่นใจเต็มที่
ถาม ธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ บ้านมือสอง ในภาพรวม โตหรือยัง
ตอบ ธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ในเมืองไทยนั้น เป็นที่น่าสังเกตุว่า น่าจะโต แต่ไม่โตเท่าที่ควร สังเกตุ บริษัท ในกทม. เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ธุรกิจบ้านมือสอง มีเป็นร้อยบริษัท ปัจจุบัน เหลืออยู่ ไม่เท่าไหร่ ที่พอจะยืนหยัดได้ และ หนังสือเกี่ยวกับ บ้านมือสอง ก็ล้มหายตายจากไป กับแผงหนังสือ
เกือบหมดแล้ว และก็มีธุรกิจบ้านมือสองมาประมาณ 10 กว่าปี การรับรู้ในวงการ ธุรกิจนี้ ถือว่ายังแคบมาก ไม่เคยเห็น ธุรกิจบ้านมือสองใด ที่กล้าลงทุนทำการตลาด ออกสื่อทีวี จริงๆ สักที จะทำโฆษณาให้เหมือน กับบ้านโครงการ ต่างๆ ที่กล้า ออกสื่อทีวี...ก็ลำบากในด้านค่าใช้จ่าย...แต่ธุรกิจนี้ สำหรับผู้เขียน ถือว่า ยังเดินหน้า ต่อไปได้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่ กับ ต้นทุน ของแต่ละบริษัท นั้นๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก บ้านมือสองชลบุรี.com
และติดตามเรื่องราวของเราต่อกันได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/


ข้อแนะนำการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้ได้ราคาดี ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะบ้านใหม่เท่านั้น เพราะตลาดที่อยู่อาศัยขณะนี้มีปริมาณบ้านมือสอง จำนวนมากที่รอการขายอยู่ นอกจากนี้ยังมีคนบางกลุ่ม ที่ต้องการประกาศซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง อาจหมายถึงบ้านเก่าที่เข้าอยู่ มานานหลายปี หรือบ้านใหม่ที่ซื้อไว้แต่ไม่สามารถผ่อนส่งต่อไปได้ มีความจำเป็นต้องประกาศขาย ดังนั้น สิ่งที่ผู้ขายบ้านเหล่านี้ต้องรู้ก็คงเป็น “เรื่องการเลือกใช้บริการจากบริษัทตัวแทนนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์” ที่เพิ่มบทบาทอย่างมากในธุรกิจที่อยู่อาศัยในขณะนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้ขายควรทราบ คือ หลักในการเลือกใช้บริษัทตัวแทนเพื่อทำหน้าที่ขายบ้าน รวมถึงควรต้องทราบรายละเอียดในการทำสัญญาแต่ง- ตั้งตัวแทนเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวด้วย คนส่วนมากคิดว่าถ้าขายบ้านด้วยตัวเอง จะประหยัดเงินได้มาก โดยคำนึงถึงค่าคอมมิชชั่น และที่ผ่านมาเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง ก็เคยขายได้ ในแง่นี้ควรพิจารณาว่ามีสิ่งใดมาเกี่ยวข้อง นั่นคือการประเมินราคาบ้านให้ถูกต้อง ใกล้เคียง การพิจารณากำลังความสามารถของผู้ซื้อ เสียค่าโฆษณา ต้องรู้ระเบียบการ ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  ตลอดจนรายละเอียดต่าง ๆ ก่อนปิดการขาย ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่คิดจะขายบ้านที่ผู้ขายต้องทราบคือ ต้องเข้าใจว่าในการขายต่อ อาจจะต้องยอมขายขาดทุนจากราคาที่ซื้อมา เพราะทรัพย์สินทุกอย่างมีการเสื่อมสภาพ ยิ่งบ้าน มีอายุมากเท่าใด ความเสื่อมสภาพก็มีมากขึ้นตามไปด้วย การกำหนดราคาขายต้องดูตลาด ดูราคาขายในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่ง ในส่วนนี้ตัวแทนขายที่ดีจะให้คำแนะนำกับลูกค้าได้ดังนั้นเหตุผลที่ดีที่สุด คือการให้นักซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ช่วยขาย นักขายที่เป็นมืออาชีพจะมีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารอย่างเพียบพร้อม ซึ่งจะช่วยให้การขายเร็วและง่ายขึ้น กล่าวคือ นัก ขายจะรู้ภาวะความต้องการของตลาด ราคาบ้านในละแวกเดียวกัน และใครคือกลุ่มเป้าหมาย การเข้าถึงลูกค้าที่สนใจบ้าน รวมทั้งการเจรจาต่อรอง ซึ่งนำไปสู่การปิดการขายได้ในที่สุด 

ขอบคุณข้อมูลจาก  home.co.th
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/


            


            ข่าวสารด้านเศรษฐกิจในระยะนี้ กล่าวได้ว่า เต็มไปด้วยข่าวด้านลบอย่างครบถ้วนทุกขนานกันเลยทีเดียว ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตกรูดอย่างต่อเนื่องรุนแรง นักลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนขนเงินออกนับแสนล้านบาท ยอดการส่งออกไม่เป็นไปตามเป้าอย่างน่าวิตก และหน่วยงานรัฐปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจปี 2556
             มีตัวเลขบวกอยู่กลุ่มเดียวคือ ธุรกิจท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยมากขึ้นสวนกระแส  สำหรับธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ โครงการบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม นั้น ผู้ประกอบธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องจับกลุ่มแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อหาทิศทางตลาดว่าเป็นอย่างไร  งานอภิมหกรรมบ้าน-คอนโดฯ และสินเชื่อแห่งปี ซึ่งประกอบด้วยงาน Home buyers expo โครงการบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียมโครงการใหม่ งาน NPA Grand sale เป็นงานขายบ้านมือสองและทรัพย์สินรอการขาย และงาน Home loan เป็นงานสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกัน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 22-25 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา  ผลการขายบ้านและให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยในงานนี้ น่าจะเป็นคำตอบสภาพตลาดซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ได้ระดับหนึ่งปรากฏว่า บ้าน-คอนโดฯ โครงการใหม่ มียอดจอง 1,800 ล้านบาท สูงขึ้นกว่าปีก่อนประมาณ 20%  ทรัพย์รอการขายเอ็นพีเอ มียอดจอง 1,500 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 30%  ยอดจองสินเชื่อที่อยู่อาศัย 11,800 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว
และยอดผู้เข้าชมงาน 90,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ประมาณ 10%  จากตัวเลขยอดจองซื้อที่อยู่อาศัย การขอสินเชื่อ และจำนวนคนเข้าชมงาน อภิมหกรรมฯ นี้ สามารถอนุมานได้ว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ตั้งใจจะซื้อที่อยู่อาศัยกลางปีนี้เทียบกับกลางปีที่แล้วนั้น ถือว่าใกล้เคียงกัน มีอัตราเพิ่มเล็กน้อย  ส่วนตัวเลขยอดจองทรัพย์เอ็นพีเอที่ลดลงนั้น มีสาเหตุมาจากปริมาณทรัพย์ที่เสนอขายมีจำนวนน้อยลง เพราะอัตราการขายทรัพย์เอ็นพีเอตั้งแต่ต้นปีนี้มาขายดีตลอด จนทำให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพ (บสก.) ซึ่งมีทรัพย์รอการขายมากที่สุดในตลาดนี้ มียอดขายเกือบถึงเป้าปี 2556 ตั้งแต่กลางปีกันเลยทีเดียว  ทิศทางตลาดในอนาคตอันใกล้นี้ เชื่อว่าจะชะลอตัวลง อันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจ ที่มีผลต่อกำลังซื้อและจิตวิทยาผู้บริโภค ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ในบ้านเป็นกลุ่มที่เห็นผลกระทบในระยะต่อมาในไตรมาสที่ 3 สินค้าเกี่ยวกับ 
ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม เนื่องจากเป็นสินค้าพื้นฐานจำเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่ผู้บริโภคหากมีความพร้อมและความต้องการแล้วมักไม่เปลี่ยนใจ งานอภิมหกรรมบ้าน-คอนโดฯ ปลายเดือนสิงหาคม 2556 จึงยังไม่มีผลกระทบโดยทันที กำลังซื้อที่อยู่อาศัยที่หดหายไปเป็นผู้ซื้อที่สถาบันการเงินปฏิเสธปล่อยกู้ กับนักเก็งกำไรที่ใช้เงินกู้แบงก์ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์คึกคักต่อเนื่องกันมา 3-4 ปีแล้ว จะให้คึกต่อเนื่องไม่หยุดคงเป็นไปไม่ได้ ต้องมีผ่อนแรงหรือพักยกกันบ้าง เพื่อให้ตลาดปรับสมดุลใหม่ อย่างไรก็ยังมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจอาเซียน เศรษฐกิจเอเชีย ยังเป็นขาขึ้นอย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก prachachat.net
และติดตามเรื่องราวของเราต่อกันได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/


             


        

            เมื่อจะต้องซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ โฮมออฟฟิศ เป็นต้น จะต้องมีการหาข้อมูล และตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การเสียเงินเสียเวลาในภายหลัง ซึ่งจะไปยังขั้นตอนการวางมัดจำ และทำสัญญาซื้อขาย
สำหรับ "สัญญาจะซื้อจะขาย" ถ้ามีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทุกครั้งจำเป็นต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ คำตอบก็คือไม่จำเป็น เพราะผู้ซื้อและผู้ขายสามารถตกลงกันด้วยวาจาก็ได้ เมื่อถึงเวลาก็นัดเจอกันซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ชำระเงินแก่กัน ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และโอนกรรมสิทธิ์กันที่สำนักงานที่ดินก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย แต่ในความเป็นจริงอาจจะไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด เพราะการเบี้ยวไม่ทำตามที่ตกลงกันมีความเป็นไปได้สูงมาก ดังนั้นเพื่อลดปัญหาการเบี้ยวไม่ทำตามสัญญา จึงควรทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งในอีกความหมายหนึ่งก็คือ “สัญญาจะซื้อจะขาย” 
“สัญญาจะซื้อขาย”ผู้จะซื้อหรือผู้จะขายสามารถทำกันเองก็ได้ เพราะทุกวันนี้แม้จะมีแบบสัญญาจะซื้อจะขายของทางราชการที่กำหนดให้ผู้ขายต้องยึดปฏิบัติ แต่การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์บางทีก็ไม่ได้ยึดตามนั้นทั้งหมดเสมอไป โดยหลักการแล้วขอเพียงให้มีประเด็นเงื่อนไขที่เป็นข้อตกลงครบถ้วน มีการลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายก็เป็นอันใช้ได้ ซึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องมี ได้แก่
  • 1.ข้อความที่ระบุว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ทั้งนี้ เพราะเป็นการลงนามเพื่อการซื้อและการขายมิใช่เพื่อการอื่นใด
  • 2.ข้อความบ่งชัดว่า ใครเป็นผู้ซื้อ ที่อยู่หรือภูมิลำเนาของผู้ซื้อที่สามารถติดต่อได้
  • 3.ใครเป็นผู้ขาย นั่นคือ เจ้าของที่ดินและบ้านที่จะทำสัญญาซื้อขาย หากเป็นนิติบุคคลเป็นผู้ขายจะมีข้อความระบุถึงกรรมการผู้จัดการหรือกรรมการผู้จัดการที่มีอำนาจทำสัญญาแทนนิติบุคคลนั้น รวมทั้งระบุหมายเลขจดทะเบียนของนิติบุคคลไว้ด้วย ในกรณีซื้อจากโครงการจะต้องตรงตามที่โฆษณาไว้ ในกรณีเป็นนิติบุคคลควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ดูการกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงข่าวสารตามหน้าหนังสือพิมพ์ และที่อยู่สามารถติดต่อได้
  • 4.ข้อความที่ระบุชัดเจนถึงทรัพย์สินที่ขายว่าคืออะไรอย่างแน่ชัด อ้างอิงได้ โดยต้องระบุว่าเป็นโฉนดเลขที่เท่าใด ตั้งอยู่ในท้องที่ใด ขนาดที่ดิน หากเป็นการซื้อขายพร้อมบ้านต้องระบุรูปทรง แบบบ้านด้วย
  • 5.ต้องระบุชัดเจนถึงราคาของที่ดินและบ้านที่จะซื้อขายนั้น ทั้งนี้ ราคาที่ระบุในสัญญาจะเป็นราคาคงที่ในวันเซ็นสัญญา ไม่ว่าราคาตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าใด
  • 6.ระบุถึงการโอนกรรมสิทธิ์ แม้ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อนั้นย่อมโอนให้ผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน แต่จะมีผลตามกฎหมายก็ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินก่อน ในการโอนกรรมสิทธิ์จะระบุผู้รับผิดชอบค่าโอนด้วย ซึ่งมักจะเป็นผู้ซื้อที่จ่ายค่าธรรมเนียมการโอน 
  • 7.ข้อบังคับจากกฎหมายแพ่งว่าด้วยการซื้อขาย ซึ่งอนุญาตให้คู่สัญญาทำสัญญากันว่าจะไม่ต้องรับผิดชอบเพื่อความชำรุดบกพร่อง ทั้งนี้ ความรับผิดชอบเมื่อเกิดความชำรุดนั้นเป็นของผู้ขาย
  • 8.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพื้นที่ดิน โดยปกติการซื้อขายบ้านพร้อมอยู่มักจะไม่ค่อยมีปัญหานี้ แต่ผู้ซื้อก็ควรรอบคอบซักนิด ตรวจสอบรังวัดซ้ำกับหมุดหลักเขต


           ก่อนทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  หรือสัญญาวางมัดจำนั้น หากเป็นการซื้อบ้านพร้อมที่ดินผู้ที่จะซื้อควรตรวจสอบสำเนาโฉนดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงตรวจสอบทะเบียนบ้านเพื่อยืนยันสิทธิของเจ้าของบ้าน หรือเจ้าของที่ดินเดิมเสียก่อน เรื่องการวางเงินมัดจำ ต้องขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างผู้จะซื้อ และผู้จะขาย โดยเงื่อนไขต่าง ๆ จะต้องมีระบุไว้ในเอกสารสัญญาอย่างชัดเจน จะเห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายนี้แม้จะต้องเขียนเองก็ไม่ยากอย่างที่คิด ส่วนถ้าจะใช้สัญญาจะซื้อจะขายแบบสำเร็จรูปหรือแบบที่มีคนอื่นเขียนไว้แล้ว ก็ต้องอ่านสัญญาให้ละเอียดรอบคอบทุกครั้งก่อนจะลงลายมือชื่อ ปัญหาต่างๆ จะได้ไม่เกิดขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก asangharimmasub.com
และติดตามเรื่องราวของเราต่อกันได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/


           ปัญหาหรือข้อพิพาทที่มักเกิดขึ้นจากกรณีซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจาก "สัญญา" เช่นเขียนไม่ครบ, เอาเปรียบ, ไม่เป็นธรรม ฯลฯ ซึ่งบางครั้งผู้ซื้อเองก็ทราบบ้างไม่ทราบบ้าง เพราะไม่ได้ศึกษาให้ละเอียด หรือบางครั้งหากเป็นผู้ขายที่รู้จักกัน เคยเห็นหน้าค่าตากันก็เชื่อใจหรือไม่ก็เกรงใจไม่กล้าเซ้าซี้เขียนมายังไงก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะเวลาที่เกิดปัญหาขึ้นมา "สัญญา" เท่านั้นที่จะเป็นเครื่องยืนยันหรือใช้พิสูจน์

         ปัจจุบันการจะเขียนหรือทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายมากเพราะสามารถค้นหาข้อมูลหรือดาวน์โหลดจากเว็บไซต์หน่วยงานราชการได้ ซึ่งหากใช้สัญญาตามแบบของทางราชการก็ดีไป แต่ถ้าเป็นการเขียนขึ้นมาเองด้วยผู้ขาย อันนี้ก็ต้องตรวจสอบเราะหากเป็น "สัญญาจะซื้อจะขาย" บ้านหรือคอนโดฯ นอกจากรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ซื้อผู้ขายแล้ว หลักๆที่ควรมีในสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  คือ ข้อสัญญาดังต่อไปนี้
         1. กำหนดเวลาแล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์: โดยสัญญาจะซื้อซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ควรมีการกำหนดเวลาสร้างเสร็จไว้ด้วย ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถทราบได้ว่าโครงการสร้างช้าหรือเลยกำหนดแล้วหรือยัง นอกจากนี้ควรมีการกำหนดวันโอนกรรมสิทธ์ เช่น โอนกรรมสิทธิ์ภายใน 30 วัน หลังบ้านสร้าง เสร็จ หรือโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 7 วันหลังจากผู้ซื้อได้ชำระเงินครบถ้วนแล้วเป็นต้น ไม่ควรเสี่ยงกับการที่ไม่ได้ระบุกำหนดเวลาสร้างเอาไว้
         2. รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า : ควรระบุให้ละเอียดสำหรับสินค้าที่จะทำการซื้อขายสังหาริมทรัพย์เช่น ขนาดที่ดิน, ขนาดพื้นที่ใช้สอย, รายละเอียดวัสดุ อุปกรณ์, แบบแปลนหรือแผนผังโครงการ ซึ่งในกรณีที่มีรายละเอียดมากอย่างพวกวัสดุอุปกรณ์ ก็มักนิยมเขียนเป็นสัญญาแนบท้าย
          3. ราคาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ : โดยทั่วไปราคาซื้อขายมักคิดแบบเหมา เช่น คอนโดฯ 25 ตารางเมตร ราคา 1,700,000 บาท แต่ก็มีการกำหนดราคาต่อพื้นที่เอาไว้ด้วย ซึ่งจะถูกนำมาใช้คำนวณเมื่อเกิดกรณีพื้นที่ก่อสร้างจริงขาดหรือเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดคือ มากกว่า 10% ของพื้นที่ที่ได้ตกลงซื้อขายกัน แต่หากขาดเกินต่ำกว่านี้ก็จะคิดแบบเหมาๆ ตามราคาที่กำหนดไว้เช่นเดียวกับราคาบ้านที่คิดแบบเหมา แต่มักกำหนดราคาขายที่ดินไว้ต่างหาก ในกรณีที่มีที่ดินขาดหรือเกิน
          4. ค่าใช้จ่าย/ค่าปรับ : ต้องระบุในสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้ชัดเจนว่าฝ่ายไหนจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการโอน โดยปกติแบ่งกันจ่ายคนละครึ่ง, ค่าจดจำนองผู้ซื้อจ่าย, ภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้ขายจ่าย, นอกจากนี้อาจมีค่าปรับหรือริบเงินกรณีผ่อนดาวน์ช้าหรือขาดส่ง ขณะเดียวกันก็ต้องมีค่าปรับในกรณีก่อสร้างช้าด้วยซึ่งต้องระบุใหเละเอียด เช่น เงื่อนไขการริบเงินหรือคิดค่าปรับ, อัตราค่าปรับ, การชำระค่าปรับ ฯลฯ

           5. เงื่อนไข/ข้อตกลงพิเศษในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ : อันนี้เป็นเงื่อนไขที่เกิดจากการตกลงปากเปล่า เช่น ถ้ากู้ไม่ผ่านจะคืนเงิน ทั้งนี้ถ้าได้ตกลงกันไว้อย่างไรก็ควรเขียนลงในสัญญาด้วย เพราะคำพูดลอยๆ ใช้เป็นหลักฐานอะไรไม่ได้และถ้าให้ดีก็ต้องลงรายละเอียดเช่น กรณีไหนถึงเรียกว่ากู้ไม่ผ่านหรือถ้าคืนเงินจะคืนเท่าใด เป็นต้น
ขอบคุณข้อมูลจาก   home.co.th                                                                                        และติดตามเรื่องราวดีดีของเราได้ที่  http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com/


            ก่อนขายบ้าน คุณต้องใช้บริการนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนอกจากจะช่วยคุณหาผู้ซื้อแล้ว ยังจะช่วยคุณในการเจรจาและคอยให้คำแนะนำตลอดกระบวนการขายบ้านด้วย
 
            เพราะคุณต้องให้นายหน้าช่วยแนะนำในหลายๆเรื่องตลอดกระบวนการขาย ดังนั้น คุณต้องเลือกบริการจากนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่คุณไว้ใจได้ เมื่อคุณได้นายหน้าที่เหมาะสมแล้ว งานของคุณก็เสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งกระบวนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์อย่างเป็นทางการประกอบด้วย 2 ขั้นตอน เมื่อคุณได้รับเงินจองจำจากผู้ซื้อ คุณควรออกเอกสารสิทธิการซื้อให้ โดยมีลายเซ็นของคุณ และระบุตัวแทนทางกฎหมายที่จะเป็นผู้ประสานงานเรื่องการซื้อขายกับตัวแทนทางกฎหมายของผู้ซื้อ โดยเงินจองจะมีจำนวนเท่ากับ 1 เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย 
 
            นายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จะใช้รูปแบบมาตรฐานของเอกสารสิทธิการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งให้ผู้ซื้อมีระยะเวลา 14 วันในการตัดสินใจว่าจะซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ หรือไม่ ในฐานะผู้ขาย คุณต้องระลึกไว้ว่าในระหว่างช่วงเวลาที่ผู้ซื้อมีสิทธิการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  คุณจะไม่สามารถเสนอขายอสังหาริมทรัพย์ของคุณให้กับผู้สนใจรายอื่นได้เลย 
 
              หากผู้ซื้อตัดสินใจไม่ใช่้สิทธิการซื้อ หรือระยะเวลาที่สิทธิการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มีผลหมดลง คุณมีสิทธิที่จะเก็บเงินมัดจำไว้ และดำเนินการขายกับผู้ซื้อรายอื่นๆได้หากผู้ซื้อตัดสินใจใช้สิทธิการซื้อ พวกเขาจะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในเอกสาร โดยผู้ซื้อจะต้องชำระเงินอีก 4 เปอร์เซ็นต์ของราคาขายภายใน 2 สัปดาห์โดยดำเนินการผ่านตัวแทนทางกฎหมาย เงินส่วนนี้ตัวแทนทางกฎหมายของคุณจะเป็นผู้เก็บไว้ในฐานะค่าประกันความเสี่ยง
 
               เมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้ว ตัวแทนทางกฎหมายของคุณจะเจรจากับตัวแทนทางกฎหมายของผู้ซื้อเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของคุณ โดยกระบวนการนี้อาจใช้เวลา 8-12 สัปดาห์ ซึ่งในระหว่างนี้ ผู้ซื้อจะต้องชำระเงินส่วนที่เหลือ นอกจากนี้ ผู้ซื้อจะต้องเข้าตรวจสอบอสังหาริมทรัพย์ของคุณเป็นครั้งสุดท้าย โดยหลังจากนั้นคุณจะต้องส่งมอบกุญแจรวมไปถึงโอนกรรมสิทธิ์ จึงจะถือว่าการขายเสร็จสมบูรณ์

ขอบคุณข้อมูลจาก ddproperty.com
และติดตามเรื่องราวดีดีจาก http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com